เรื่องยุ่งๆ อันตรายร้ายจากยุง

จุดเริ่มต้นของเรื่องยุ่งๆ อันตรายร้ายจากยุง รู้จักและเข้าใจ กับ “ยุง” สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่สร้างผลร้ายได้มากมาย โดยเฉพาะในหัวใจของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องเห็นลูกเป็นตุ่ม ผื่น คัน และเกาจนได้แผล เพราะแค่เจ้ายุงตัวเล็กๆไม่กี่ตัว สำหรับ คุณพ่อคุณแม่ แล้ว ในชีวิต สิ่งไหนจะสำคัญไปกว่า “ลูก” เป็นไม่มี ความรักความผูกพัน เป็นห่วงเป็นใย ที่เริ่มต้นเมื่อมีอีกชีวิตก่อกำเนิดขึ้นในครอบครัว “สุขภาพ” ของลูกน้อยนับเป็นเรื่องราวหลักๆ ที่พ่อแม่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในชีวิตลูก ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งหนึ่งในความหนักอกหนักใจที่สร้างปัญหายุ่งบนร่างกายลูกน้อย และต่อเนื่องไปถึงในใจของพ่อแม่ คือเรื่องอันตรายจากยุง แมลงตัวเล็กๆ แต่สร้างอันตรายได้ชนิดที่เผลอพลาดไปนิด อาจถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว เพื่อการรับมือกับยุง และป้องกันอันตรายให้กับลูกน้อยได้อย่างตรงจุด และตรงใจคุณพ่อคุณแม่ เรามาทำความรู้จัก และเข้าใจเรื่องของยุงและอาการของยุงกันก่อนนะคะ “ยุง” เป็นแมลงที่พบได้ทั่วโลก แต่พบมากในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยปกติ ตัวเมียมักจะกินเลือดเป็นอาหาร ส่วนตัวผู้มักจะกินน้ำหวานในดอกไม้ ยุงยังเป็นแมลงที่เป็นพาหะแพร่เชื้อโรคอีกด้วย เช่น ไข้เลือดออก ยุงทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 3,450 ชนิด แต่พบในประเทศไทยประมาณ 412 ชนิด โดยชนิดที่คุ้นเคยกันดี คือ ยุงก้นปล่อง (Anopheles) และยุงลาย (Aedes) หลักฐานอันตรายของยุงที่เราเห็นกับตาอยู่บ่อยๆ แต่ไม่มีทางชินได้ โดยเฉพาะเมื่อมันมาปรากฏอยู่บนผิวบอบบางของลูกน้อยซึ่งถูกยุงดูดเลือด หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ยุงกัด จากตุ่มแดง เป็นเม็ดนูน พร้อมอาการคัน สู่การเกาจนได้เลือด และติดตามมาด้วยแผลเป็นบนผิวสวยๆ ของลูกน้อย เหล่านี้คือวงจรอันตรายจากยุง คือเมื่อยุงดูดเลือดเหยื่อ ยุงจะปล่อยน้ำลายซึ่งมีโปรตีนบางอย่างออกมาด้วย และน้ำลายของยุงยังอยู่ในรอยเจาะ .

มาดูกัน…ยุงชอบกัดคนประเภทไหน

มาดูกัน…ยุงชอบกัดคนประเภทไหน
ทำความรู้จักกับชนิดของยุงที่เป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ พร้อมลักษณะของคนที่ยุงชอบกัดเป็นพิเศษ และหากอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มียุงเป็นพาหะ เรายังมีวิธีการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดมาฝากกันอีกด้วย ประเทศไทยมักพบกับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาดหนักในช่วงหน้าฝนของทุกปีโดยพบผู้มีอาการป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งพาหะของโรคนี้ก็คือ ยุง นั่นเอง นอกจากโรคไข้เลือกออกแล้ว ยุง ยังเป็นพาหะนำไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น โรคไข้ชิคุนกุนยา โรคไข้สมองอักเสบ โรคเท้าช้าง ขณะที่ในช่วงหน้าหนาวก็เป็นอีกฤดูที่ยุงชุมมากเช่นกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ เหล่านี้ เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของคนที่ยุงชอบกัด อาการที่เกิดหลังถูกยุงกัด รวมทั้งวิธีป้องกันตนเองเบื้องต้นมาแนะนำให้ทราบกัน ทั้งนี้ ดร.อุษาวดี ถาวระ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 8 ว. กลุ่มงานกีฏวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยุง ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไว้ดังนี้ ชนิดของยุงที่มาพร้อมกับโรคต่าง ๆ ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะของโรคมาลาเรียและโรคเท้าช้าง ยุงรำคาญ เป็นพาหะของโรคไข้สมองอักเสบและโรคเท้าช้าง ยุงลาย เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยา และโรคเท้าช้าง ยุงเสือ เป็นพาหะของโรคเท้าช้าง นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ยุงชอบกัดคนบางคนมากกว่าผู้ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ และจากผลการวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ยุงชอบกัดคนบางประเภทเป็นพิเศษ ดังนี้ ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง) ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว อาการหลังจากถูกยุงกัด สำหรับสาเหตุของอาการคัน ดร.อุษาวดี .

โรคไข้เลือดออก (Denque Fever/ Denque Hemorrhaqic Fever)

ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง พบมากในฤดูฝนเพราะมียุงเพิ่มมากขึ้น   ทำให้มีไข้ร่วมกับมีเลือดออกตามจุดต่างๆ ของร่างกาย โรคนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หลังจากถูกยุงลายกัดประมาณกี่วันจึงจะแสดงอาการของไข้เลือดออก? ยุงลายที่เป็นพาหะของโรค จะเป็นยุงที่อาศัยอยู่ภายในบ้านและรอบๆ บ้าน ดูดกินเลือดคนเป็นอาหารและกัดเฉพาะเวลากลางวันประมาณ 4 – 6 วัน หลังจากถูกกัด อาการของโรคจะปรากฏให้เห็น   บางรายอาจเร็วหรือ    ช้ากว่านี้   เร็วที่สุด 3 วัน   ช้าที่สุด 14 วัน จะทราบได้อย่างไร ว่าเป็นไข้เลือดออก? 1.       มีไข้แต่อาการไม่รุนแรง ลักษณะไข้สูงแบบเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นขึ้นตามตัว สามารถมองเห็นได้ 2.       มีไข้สูงและมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วยดังนี้ 2.1.   ระยะไข้: ไข้สูง 39 c – 40 c บางรายอาจถึงชักได้ ไข้ลอยอยู่ 2 – 7 วัน หน้าจะแดง   และตาอาจจะแดงด้วย   ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ มีส่วนน้อยที่มีอาการไอแบบไม่มีเสมหะ 2.2.   ระยะเลือดออก:   จะพบในวันที่ 3 – 4 ของโรค  ไข้จะลดลง ตัวเย็น ผื่นขึ้น ผู้ป่วยจะซึมลง อาจมีอาการเลือดกำเดาไหล    เลือดออกตามไรฟัน ท้องอืด  ตับโต  เบื่ออาหาร  อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหาร   ซึ่งผู้ป่วยจะอาเจียนเป็นเลือดเก่าๆ หรือถ่ายอุจจาระสีดำ อาการอาจรุนแรงถึงช็อก หมดสติ .